Showing posts with label การอบรมเลี้ยงดู. Show all posts
Showing posts with label การอบรมเลี้ยงดู. Show all posts

Tuesday, May 19, 2015

11 ทริคบริหารสมองรับเปิดเทอม เตรียมพร้อมดีดเกรดเฉลี่ยให้ก้าวกระโดด




          เปิดเทอมแล้วมาฝึกสมองให้พร้อมสำหรับทุกวิชากันดีกว่า แล้วสัญญาเลยว่าเกรดเฉลี่ยจะสวยงาม

          ปิดเทอมมาหลายเดือนพอเปิดเทอมก็ต้องยอมรับเลยว่าหัวสมองยังคงมึ­นงงอยู่ ตำรับตำราที่เคยเรียนมาภาคเรียนที่แล้วหายไปเที่ยวไหนกันหมดไม่­รู้ เอ้า ! แบบนี้ชีวิตจะแย่ล่ะสิ ถ้าอย่างนั้นมาฝึกสมองให้พร้อมสำหรับการเปิดเทอมกัน การันตีเลยนะว่าเกรดเฉลี่ยทุกวิชาจะน่าดูชมจนพ่อแม่ฟินเว่อร์

ตื่นเช้ามาสูดอากาศบริสุทธิ์

          ออกซิเจนจำเป็นต่อร่างกายมากถึงมากที่สุด และจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานของสมอง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรตื่นนอนเช้า ๆ แล้วแบ่งเวลามาเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ เพิ่มออกซิเจนให้สมองกันหน่อย สมองจะได้กระฉับกระเฉง

เติมท้องให้สมองกระฉูด

          สมองจะทำงานได้ดีก็ต้องอาศัยร่างกายที่พร้อมด้วย โดยเฉพาะอาหารเช้าอย่าให้ขาดเลยค่ะ เพราะเมื่อท้องอิ่ม สารอาหารและน้ำตาลในเลือดจะช่วยกระตุ้นให้สมองมีแรงทำงาน บำรุงความจำ ลดความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงในการทำกิจกรรมทั้งในและนอ­กห้องเรียน เต็มร้อย และหากอยากบำรุงสมองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรเน้นกินอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่น ถั่วเปลือกแข็ง, อะโวคาโด หรือจะรับวิตามิน E เพื่อบำรุงสมองด้านการเรียนรู้และความเข้าใจด้วยเมล็ดพืชอบแห้­งหรือธัญพืช ก็อร่อย รวมทั้งโปรตีนจากเนื้อ นม ไข่ ก็อย่าให้ขาดเลยเชียว

 
เพิ่มความกระฉับกระเฉงด้วยการเคลื่อนไหว

          กว่าจะขุดตัวเองออกจากเตียงมาอาบน้ำแต่งตัวได้เล่นเอาเกือบเข้า­แถวเคารพธง ชาติแทบไม่ทัน พอมาถึงห้องเรียนก็อยู่ในสภาพอยากกลับบ้านไปนอนแบบสุด ๆ แต่อย่าเพิ่งท้อค่ะ ถ้าอยากเรียกความกระฉับกระเฉงให้ตัวเอง งานวิจัยจาก WebMD ก็แนะนำให้เดินหรือวิ่งเล่นกับเพื่อนสัก 20 นาที ก่อนเข้าห้องเรียน เพื่อปลุกให้ร่างกายตื่นตัวและพร้อมเข้าเรียนอย่างมีสมาธิมากขึ­้น อ้อ ! แต่อย่าชิลจนลืมดูเวลานะคะ เล่นกันเพลินไปเดี๋ยวเข้าห้องเรียนสายถูกทำโทษหน้าห้องเรียนให้­ได้อาย แล้วจะหาว่าไม่เตือน

เรียนรู้นอกห้องเรียน

          วิชาไหนอาจารย์ค่อนข้างชิลลองเสนอให้อาจารย์ย้ายห้องเรียนไปเรี­ยนกลางแจ้ง บ้างก็ดีค่ะ เนื่องจากมีผลวิจัยที่บอกมาว่า การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่จะสร้างความตื่นเต้นและทำใ­ห้นักเรียน ตื่นตัว การเรียนในชั่วโมงนั้นจึงค่อนข้างได้ประสิทธิผลเต็มเม็ดเต็มหน่­วยกว่าการ เรียนแบบเดิม ๆ

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

          ใครที่เคยเข้าใจว่าการออกกำลังกายช่วยเติมความสมบูรณ์แข็งแรงให้ร่างกาย เพียงอย่างเดียวต้องปรับความคิดใหม่แล้วล่ะ เพราะมีงานวิจัยเผยว่า การออกกำลังกายเป็นกิจกรรมช่วยบริหารสมองได้ดี    อีกอย่างหนึ่ง
​ โดยนักเรียนที่ออกกำลังกายอย่างน้อย 10 นาที เป็นประจำทุกวัน มีแนวโน้มความจำดีขึ้น สมองใหญ่ขึ้น ฉลาดขึ้นเห็น ๆ นอกจากนี้หากวิ่งบนลู่วันละ 30 นาทีก็มีแนวโน้มเพิ่มทักษะการแก้ปัญหาได้ถึง 10% งานนี้ทั้งข้อสอบและแบบฝึกหัดยาก ๆ ก็จัดการได้เรียบร้อยโรงเรียนเรา

 
พักผ่อนให้เพียงพอ

          ผลการศึกษาจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) แนะนำว่า เป็นวัยรุ่นวัยเรียนควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้ 9 ชั่วโมงต่อวัน เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของส­มอง เพิ่มขีดความสามารถในการจดจำสิ่งต่าง ๆ และช่วยกระตุ้นสมองให้มีทักษะการแก้ปัญหาที่เฉียบขาดมากขึ้น

อย่าปล่อยให้สมองหยุดนิ่ง

          เรียนแล้วอย่าเรียนเลย ถ้าอยากให้สมองปราดเปรื่อง ได้เกรดเฉลี่ยดี ๆ ควรหมั่นทบทวนบทเรียนหรือหาความรู้เพิ่มเติมให้ตัวเองตลอด ซึ่งการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิชาการเสมอไปหรอกนะ­ เรียนรู้จากหนังสือฮาวทูหรือนิยาย หรือแม้แต่การ์ตูนก็ได้บริหารสมองเช่นกัน

เรียนดนตรีเพิ่มคอนเนกชั่นให้สมอง

          มีงานวิจัยที่บอกไว้ว่า การเรียนดนตรีจะช่วยพัฒนาความเชื่อมโยงของสมองส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เพราะการเรียนดนตรีต้องใช้ประสาทสัมผัสพอสมควร สมองจึงได้ฝึกสั่งงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งก็เหมือนได้บริหารกล้ามเนื้อสมองแทบครบทุกส่วน อีกทั้งการเรียนดนตรียังช่วยฝึกสมาธิและให้ความรื่นรมย์ด้วยนะ

 
สนุกสนานกับเพื่อนฝูงเสมอ

          นอกจากจะสร้างคอนเนกชั่นให้สมองแล้ว เราเองก็ควรมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอยู่เสมอเพื่อแลกเปลี่ยนข่า­วสาร เพิ่มกระบวนการจดจำและกระบวนการคิดวิเคราะห์ของสมองด้วย และยิ่งรู้จักคนมากเท่าไรสมองก็ต้องจดจำใบหน้าและข้อมูลของคนเห­ล่านั้นมาก ยิ่งขึ้น บริหารสมองไปในตัว

เล่นเกมฝึกสมอง

          เกมที่ต้องใช้ทักษะความคิดเพื่อผ่านด่านต่าง ๆ นับว่าเป็นกิจกรรมช่วยฝึกสมองได้ดีอีกอย่างหนึ่ง และมันเริดตรงที่เล่นแล้วสนุกสนานไปพร้อม ๆ กับได้บำรุงการทำงานของสมองอย่างเท่าเทียมกัน แต่ทั้งนี้ก็อย่าใช้ข้ออ้างเรื่องการฝึกสมองเอาแต่เล่นเกมเพียง­อย่างเดียว ล่ะ การบ้าน รายงาน และกิจวัตรประจำวันอื่น ๆ ต้องทำควบคู่กันไปด้วยแบบนี้สิถึงจะคูล

เลิกบุหรี่

          สำหรับใครที่ริลองเป็นสิงห์อมควันตั้งแต่อยู่ในชุดนักเรียนขอร้­องให้ออกจาก วังวนนี้โดยเด็ดขาดเลยค่ะ เพราะบุหรี่ไม่เคยมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกทั้งการสูบบุหรี่ยังเปิดโอกาสให้นิโคตินเข้าไปแย่งออกซิเจนใ­นสมอง สูบนานเข้าสมองก็จะฝ่อ ร่างกายก็จะเสื่อมโทรม แถมยังแก่กว่าวัยอีกต่างหาก

          เปิดเทอมกันแล้วลองนำเคล็ดลับเหล่านี้เรียกความสดชื่นให้สมองแล­ะร่างกายนะ คะ รับรองเลยว่าถ้าทำได้ดี ทำได้ครบ เกรดเทอมนี้พุ่งกระฉูดชัวร์ !

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Fit WebMD 
wikiHow
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, August 12, 2014

10 สิ่งที่สาว ๆ ควรรู้ก่อนวัย 18




        ก่อนจะเข้าสู่วัยสาวเต็มตัว สาว ๆ ทั้งหลายก็ควรเรียนรู้ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตหลาย ๆ อย่าง จะได้รู้จักทันคนมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะสนุกกับวัยสาวให้เต็มที่ ดังนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำเสนอสิ่งที่ควรรู้ก่อนเข้าสู่วัย 18 ที่เขียนโดยนักเขียน สเตฟานี่ มัลเลน จากเว็บไซต์ ooph.com ที่เธอเป็นเจ้าของ มาแนะนำให้สาว ๆ ได้ลองอ่านไว้เป็นความรู้ก่อนจะย่างเข้าวัย 18 กัน

  
1. อย่าตัดผมเอง

          เพื่อนที่จริงใจกับคุณจะเป็นคนบอกคุณเองเวลาที่เขารู้ว่าแฟนของคุณนอกใจ หรือเวลาที่คุณดูอ้วนขึ้นจนแทบจำไม่ได้ เขาจะไม่โกหกเพื่อให้คุณสบายใจ แต่จะบอกความจริงกับคุณให้รู้ตัว เพราะฉะนั้นถ้าใครมีเพื่อนแบบนี้ก็รักเพื่อนให้มาก ๆ เพราะนั่นหมายความว่าเขาเป็นเพื่อนที่จริงใจและหวังดีกับคุณจริง ๆ

  
2. อย่าถามอะไรที่ตัวเองไม่พร้อมจะฟังคำตอบ

          ถ้ารู้ว่าเป็นคำถามที่อาจจะได้คำตอบที่คุณไม่อยากฟัง หรือยังไม่พร้อมที่จะฟัง ก็อย่าถามตั้งแต่แรก ถามไปมีแต่จะทำให้เครียดซะเปล่า ๆ เช่นถามว่า "ฉันดูอ้วนรึเปล่า?"...คำตอบอาจทำให้คุณช็อกจนกินอะไรไม่ลงไปเป็นอาทิตย์เลยก็ได้

  
3. เพื่อนแท้จะไม่ปิดบังคุณ

          เพื่อนที่จริงใจกับคุณจะเป็นคนบอกคุณเองเวลาที่เขารู้ว่าแฟนของคุณนอกใจ หรือเวลาที่คุณดูอ้วนขึ้นจนแทบจำไม่ได้ เขาจะไม่โกหกเพื่อให้คุณสบายใจ แต่จะบอกความจริงกับคุณให้รู้ตัว เพราะฉะนั้นถ้าใครมีเพื่อนแบบนี้ก็รักเพื่อนให้มาก ๆ เพราะนั่นหมายความว่าเขาเป็นเพื่อนที่จริงใจและหวังดีกับคุณจริง ๆ

  
4. ผู้ชายไม่ซับซ้อนเหมือนผู้หญิง

          ผู้ชายมักไม่คิดเล็กคิดน้อยอย่างผู้หญิง พวกเขาแค่พูดไปตามความรู้สึกเท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาพูดว่า "ไม่มีอะไร" ไม่จำเป็นต้องเก็บมาคิดมากว่ามันจะมีความหมายซ่อนอยู่เหมือนกับเวลาที่ผู้หญิงอย่างเราพูด พวกเขาหมายความว่า "ไม่มีอะไร" ตามที่พูดนั่นแหละ

  
5. บุหรี่ไม่มีอะไรดี

          ผู้หญิงที่มีกลิ่นบุหรี่ติดตามตัว แถมยังไอตลอดเวลา ไม่ได้ดูดีสักนิด นอกจากนี้บุหรี่ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย บุหรี่หนึ่งมวนก็ทำให้คุณอายุสั้นลง 7 นาทีแล้ว คิดดูสิว่าคนที่สูบวันละซองจะอายุสั้นลงเท่าไหร่

  
6. อย่ากดดันตัวเองมากนัก

         ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะรู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไรตั้งแต่อายุแค่นี้ มันไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีวันหาตัวเองเจอไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปเร่งรัดตัวเองมากนัก พยายามตั้งใจเรียนให้จบก็พอ แล้วระหว่างนั้นก็จะเจอสิ่งที่เหมาะกับเราเองนั่นแหละ

  
7. รู้จักเลือกกินได้แล้ว

          พออายุเยอะขึ้นน้ำหนักจะเข้าที่ ทำให้การลดน้ำหนักยากขึ้นด้วย ควรเลือกกินก่อนที่จะอ้วนแล้วต้องมาเสียใจทีหลัง รู้ไว้เถอะว่าถ้าอยากมีหุ่นเฟิร์มต้องอดทนวิ่งครึ่งชั่วโมงเพื่อแลกกับ การกินพิซซ่าหนึ่งชิ้น ดังนั้นควรลดพวกอาหารขยะแล้วหันมากินพวกสลัดแทนจะง่ายกว่าเยอะ

  
8. มีลิมิตในการดื่ม

          จะดื่มเบียร์หมดกระป๋องคนเดียวน่ะได้ แต่ดื่มเหล้าทั้งขวดคนเดียวไม่ได้หรอกนะ ต่อให้กำลังสนุกหรือเพื่อนจะเชียร์กันแค่ไหน ก็ไม่ควรดื่มเยอะขนาดนั้น อาจจะสลบเอาได้ง่าย ๆ ดีไม่ดีอาจถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยซ้ำ ทางที่ดีควรดื่มแค่พอสนุกก็พอ เพราะเวลาที่คุณเมาจนแฮงก์ มันไม่สนุกเลยสักนิด

  
9. เข้าใจธรรมชาติของผู้ชาย

          เวลาผู้ชายมองผู้หญิงอื่น มันไม่ได้แปลว่าเราไม่สวยพอ หรือเขาคิดจะนอกใจเราเสมอไป มันเป็นแค่ธรรมชาติของผู้ชายที่จะชอบมองสาว ๆ สวย ๆ ไม่ต่างไปจากที่เราชอบมองหนุ่มหล่อหน้าใสนั่นแหละ


  
10. เรียนรู้ที่จะเก็บเงิน

          อย่าเอาเงินไปผลาญกับการช้อปปิ้งจนหมด รู้จักเก็บเงินไว้บ้าง จะเปิดบัญชีเป็นของตัวเองไว้ก็ได้ ถ้าเริ่มออมตั้งแต่ตอนนี้ เวลาฉุกเฉินจะได้มีใช้ หรือถ้าเก็บได้เยอะ ๆ จะเอาไปลงทุนทำกิจการของตัวเองก็ได้ เพราะต่อไป คุณก็จะกลายเป็นฝ่ายดูแลพ่อแม่แทนที่จะพึ่งพาพวกท่านแล้ว ดังนั้นควรรู้จกฝึกความรับผิดชอบ เริ่มเก็บออมตั้งแต่ตอนนี้


          อนาคต ยังมีสิ่งให้เราเรียนรู้จากมันอีกมาก ยังมีอีกหลายเรื่องให้เราได้ลองผิดลองถูกกันจนกว่าจะหาคำตอบให้ตัวเองได้ วัย 18 ก็เป็นแค่อีกก้าวที่เราจะโตขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นควรถือโอกาสเรียนรู้และสนุกกับมันให้เต็มที่

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Saturday, June 1, 2013

6 วิธีทำให้ลูกอยากเรียนหนังสือ



 
รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ มาแนะนำ 6 วิธีทำให้ลูกอยากเรียนหนังสือมาบอกคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกไม่ค่อยตั้งใจเรียนหรือไม่อยากเรียน ไปดูกันว่าคุณหมอแนะนำอะไรบ้าง

สิ่งแรกที่พ่อแม่จะต้องปลูกสร้างในตัวลูก คือ ทำอย่างไรให้ลูกอยากเรียนหนังสือ เพราะถ้าลูกไม่อยากเรียนซะอย่าง เรื่องที่จะให้เรียนเก่ง เรียนดี คงหวังยาก ยกเว้นก็เฉพาะพวกยอดมนุษย์ที่ให้ทำอะไรก็ทำได้และทำได้ดีเสียด้วย


จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมจากการเลี้ยงลูก รวมทั้งมีโอกาสสอนหนังสือโดยเฉพาะสอนนักศึกษาแพทย์ซึ่งส่วนมากเป็นพวกค่อน ข้างอยากเรียน ผมได้ข้อคิดบางอย่างที่จะทำให้ลูกอยากเรียนหนังสือมาฝากกันครับ

สร้างแรงบันดาลใจ
ลองนึกเล่นๆ ดูนะครับว่า ที่เรากำลังทำงานทำการอยู่นี้เพื่ออะไรกัน ถ้าตอบว่าทำเพราะรักและสนุกกับงานที่ทำ ได้รับการยอมรับจากผู้คน รวมทั้งรายได้ดีด้วย ผมก็ขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆ ครับ แต่ถ้าตอบว่าที่ทนทำอยู่นี่ก็เพื่อเงินเท่านั้นแหละ ถ้าเลิกได้เลิกไปนานแล้ว เพราะคิดดูแล้วยังมองอนาคตไม่เห็นเลย กรณีนี้ต้องบอกว่าน่าเศร้านะครับ ผมว่าชีวิตน่าจะเหมือนกับผีตายซาก

ถ้าเราอธิบายให้ลูกมองเห็นอนาคตข้างหน้า(แม้ว่าจะไกลไปบ้าง)ว่า ถ้าตั้งใจเรียนหนังสือแล้วจะได้อะไร จะเป็นอะไร เชื่อว่าอย่างน้อยลูกก็จะเห็นหนทางข้างหน้า การเฝ้าแต่พูดเพ้อเจ้อให้ "ขยันเรียนนะลูกๆ" ไม่น่าจะช่วยอะไร และยังน่าเบื่ออีกต่างหาก 


การยกตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจากการศึกษาเล่าเรียนน่าจะมีประโยชน์กว่า เพราะลูกจะเห็นภาพได้ดีกว่ากันเยอะเลย การหาหนังสือประวัติบุคคลสำคัญ หรือเล่าประวัติบุคคลสำคัญที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียนให้ลูกอ่าน หรือฟังก็เป็นหนทางที่ดีอย่างหนึ่ง และที่ดีที่สุดก็คือ ถ้าพ่อแม่เองก็เป็นคนที่รักการเรียนจนประสบความสำเร็จในชีวิต ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของลูกโดยไม่ต้องพูดหรือเคี่ยวเข็ญ 
ให้คำชมและรางวัล
เรื่องนี้สำคัญมากนะครับ คนเราเกิดมาต้องการคนชม ต่อให้แก่แล้วก็ต้องการคนชม แต่ว่าบางทีถ้าชมไม่ดีก็เป็นการเสแสร้ง หรือพร่ำเพรื่อก็ไม่มีประโยชน์ เช่นเดียวกับรางวัลที่ให้ เด็กที่เราชมว่าเรียนดีทุกคนก็จะมีความสุข ลูกผมตอนเล็กๆ ถ้าเขาทำอะไรดีๆ แล้วเราชม เขาจะมีความสุขแล้วก็อยากจะทำอีก มันเป็นแรงกระตุ้นที่ค่อนข้างดีและแรง ส่วนการตำหนิ การว่ากล่าวควรจะใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

การชมอย่างเดียวบางทีมันจับต้องไม่ได้ ชมมากๆ ก็เบื่อไม่เห็นได้อะไร อาจมีการให้รางวัลบ้าง แต่ก็ต้องระวังการสร้างเงื่อนไขหรือตั้งรางวัล เช่น ให้ของเล่นราคาแพง หรือพาไปต่างประเทศ วิธีการนี้เขาเรียกว่าติดสินบนนะครับ ลูกคุณจะตั้งใจเรียนเหมือนกัน แต่เรียนเพราะอยากได้สินบนไม่ได้เรียนเพราะอยากมีความรู้ ถ้ารางวัลหมดก็ไม่เรียน วิธีนี้ยังอาจจะเพาะนิสัยต่อรองและละโมบอีกด้วย

การให้รางวัลควรให้เป็นครั้งคราวไม่มากหรือน้อยเกินไป และที่สำคัญควรให้เมื่อลูกประสบความสำเร็จในการเรียนในระดับที่น่าพอใจ หรือมีการพัฒนาการเรียนดีขึ้นกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นต้องสอบได้ที่ 1 หรือที่ 2 แค่ลูกเรียนดีขึ้นพ่อแม่ก็น่าจะพอใจ

การให้รางวัลควรให้เมื่อเห็นว่าสมควรให้ ไม่จำเป็นต้องสัญญาล่วงหน้าและไม่จำเป็นต้องให้ทุกครั้ง

สร้างบรรยากาศของการเรียนรู้
คนจะเรียนหนังสือต้องอยู่ในบรรยากาศของการเรียน ถ้าไม่มีบรรยากาศทำอย่างไรก็เรียนไม่ได้ พ่อแม่จำนวนมากละเลยในเรื่องนี้อย่างรุนแรง เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยกับการงานมา ไม่ได้สนใจว่าลูกจะเรียนอย่างไร

ถ้าวันธรรมดาไม่มีเวลาใส่ใจลูกมากนัก อาจใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์พาลูกไปร้านหนังสือดีๆ ที่มีหนังสือวิชาการ หนังสือสำหรับเด็ก ชวนกันเลือกหนังสือประเภทที่เขาอยากดู อยากรู้ อยากเห็น หรือหาเวลาพาลูกไปเที่ยวตามที่ต่างๆ เช่น สถานที่ทางประวัติศาสตร์ วัดวาอารามที่เกี่ยวกับเรื่องที่ลูกเรียนอยู่ เด็กจะได้เห็นของจริง เวลาเรียนก็จะได้ไม่เบื่อ

การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องง่าย พ่อแม่บางคนความอดทนต่ำที่จะพาลูกไปในที่ที่ควรไป กลับพาลูกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ซื้อของฟุ่มเฟือย รับประทานอาหารจังค์ฟูด จนลูกอ้วนเป็นหมู เพราะมันง่ายกว่ากันเยอะ

อีกเรื่องหนึ่งที่ปัจจุบันนี้แย่งเวลาในการเรียนรู้ของเด็กไปหมด ก็คือ เกมคอมพิวเตอร์ พ่อแม่ไม่น้อยเลยที่ใจอ่อนทนลูกเซ้าซี้ไม่ได้เลยซื้อให้ และส่วนมากก็ไม่เคยดูด้วยซ้ำไปว่าเป็นเกมที่ทำให้ลูกก้าวร้าวรุนแรงขึ้นด้วย หรือเปล่า แล้วถ้าเด็กติดเกมเสียแล้ว ก็จะเอาเวลาไปเล่นเกมจนไม่อยากเรียนหนังสือกันแล้วละครับ


 
รีบขจัดความไม่เข้าใจในเรื่องที่เรียน
ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองนึกย้อนกลับไปสมัยที่ตัวเองยังเป็นเด็ก วิชาไหนเราเรียนแล้วรู้เรื่อง เข้าใจดี ทำให้สอบได้คะแนนดี ทำให้อยากเรียนวิชานั้นมากขึ้น วนเวียนอยู่อย่างนี้ ซึ่งผมอยากจะเรียกว่าเป็นวัฏจักรของความสำเร็จในการเรียน ในทางตรงกันข้ามถ้าวิชาไหนเรียนแล้วไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ สอบได้คะแนนไม่ดี ก็ไม่อยากเรียน ซึ่งจะทำให้ไม่รู้เรื่องมากขึ้น เป็นวัฏจักรความเลวร้ายของการเรียน

วิธีแก้ไขที่ผมลองใช้มี 2 วิธี วิธีแรกคือพยายามติดตามการเรียนของลูกอย่างสม่ำเสมอ ถ้ามีเวลาจะเรียนไปกับลูกด้วยเลย ทำให้เรารู้ว่าลูกเรียนไม่เข้าใจตรงไหน บ่อยครั้งที่ผมพบว่าเรื่องที่ลูกไม่เข้าใจเป็นเพียงปัญหาและประเด็นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น พออธิบายให้เขาเข้าใจ เขาก็จะเรียนเนื้อหาต่อไปได้อย่างสนุก และอยากเรียนต่อ แต่ถ้าปล่อยให้มีความไม่เข้าใจสะสมไปเรื่อยๆ ในที่สุดจะไม่เข้าใจมากขึ้นๆ จนเกินกว่าจะแก้ไขได้ แม้ว่าเด็กบางคนอาจจะเรียนผ่านและขึ้นชั้นที่สูงขึ้นได้ แต่ก็จะไม่มีพื้นฐานเพียงพอ ยิ่งเรียนก็จะยิ่งมึน ตามมาด้วยความเครียดและเบื่อหน่ายในที่สุด

เขียนมาถึงตอนนี้ อาจมีพ่อแม่บางคนบอกว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นหน้าที่ของครูมากกว่า ขอบอกเลยนะครับว่าหวังยาก เพราะเด็กส่วนมากเวลาสงสัยมักไม่ค่อยกล้าถามครู หรือบางทีอยากถามก็ไม่มีโอกาสเพราะครูไม่มีเวลาดูแลเด็กอย่างละเอียด แค่สอนตามปกติก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว เด็กมันเยอะครับโดยเฉพาะในโรงเรียนดังๆ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่มีเวลามากพอที่จะดูลูก หรือถึงมีเวลาดูลูกแต่ก็ไม่รู้จะสอนหรืออธิบายลูกอย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี้ผมคิดว่าจำเป็นต้องใช้วิธีที่ 2 คือ กวดวิชา หรือหาคนมาสอนแทน จากประสบการณ์ทั้งที่เคยเป็นผู้เรียนและผู้สอน ผมยังค่อนข้างเชื่อว่าครูผู้สอนมีบทบาทและอิทธิพลต่อการอยากเรียนรู้ของเด็ก ค่อนข้างมาก

ผมเชื่อมานาน เดี๋ยวนี้ก็เชื่อ และจะเชื่อต่อไปว่า ครูไม่ได้สอนดีหรือสอนรู้เรื่องกันทุกคน ผมว่าถ้าระบบการศึกษาในโรงเรียนให้เด็กเลือกครูผู้สอนได้ ครูบางคนอาจมีเด็กแย่งกันเรียนด้วยจนห้องแตก ในขณะที่บางคนอาจต้องสอนจิ้งจกตุ๊กแกแทนก็ได้ การเรียนกับครูที่สอนลูกรู้เรื่องเป็นทั้งความสุขและสนุกครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงคิดว่ายังคงต้องหาคนที่สอนลูกรู้เรื่องมาสอนให้ โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่อัปลักษณ์ของเราที่ยังต้องเรียนกันแบบแข่งขันแย่ง ชิงกันอยู่ ถ้าไม่มีลูกเองผมคงไม่กล้าสรุปอย่างนี้หรอกครับ

พูดถึงเรื่องนี้แล้วเครียดครับ ใครมีหน้าที่รับผิดชอบ ช่วยๆ กันเปลี่ยนระบบการศึกษาให้เด็กหายเครียดเร็วๆ หน่อยนะครับ

เพื่อนที่ดี
เด็กวัยรุ่นวัยเรียนมักจะเชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ พ่อแม่ต้องเข้าใจและทำใจว่าชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ เราเองก็เป็นอย่างนี้ไม่ใช่หรือ ยอมรับซะว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและการแผลงฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศครับ เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนเป็นพวกชอบเรียน ก็จะพากันเรียน มีอะไรข้องใจก็จะปรึกษากันได้ ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามส่งเสริมให้คบเพื่อนที่ชอบเรียนก็จะดีครับ

ให้ลูกเรียนในสิ่งที่ลูกอยากเรียน
ย้ำนะครับว่าลูกอยากเรียน ไม่ใช่พ่อแม่อยากให้เรียน เราต้องสังเกตนะครับว่าลูกชอบอะไรแล้วส่งเสริมเขาให้ได้เรียน พ่อแม่บางคนโปรแกรมไว้หมดแล้วว่าอยากให้ลูกเป็นอะไร บางคนเคยอยากเรียนบางอย่างแต่เรียนไม่ได้ ก็มาเคี่ยวเข็ญให้ลูกเรียนแทนโดยไม่ถามความสนใจของลูกเลย อย่างนี้เข้าข่ายทรมานลูกครับ

เพราะฉะนั้นถามลูกก่อนนะครับว่าเขาอยากเรียนอะไร ฝันอยากเป็นอะไร ถ้าไม่เหลือทนหรือเพ้อเจ้อเกินไปก็ยอมๆ ลูกบ้างเถอะครับ จะได้ไม่มีใครมีความทุกข์ ชีวิตลูกต้องให้ลูกกำหนด เราช่วยกำกับพอแล้ว ถ้าอยากยิงธนูให้ไปไกลๆ และถูกเป้า คันธนูต้องอยู่กับที่ พ่อแม่ก็เช่นเดียวกันต้องทำตัวเป็นคันธนูที่ดีอย่าพุ่งไปกับลูก คือจัดการเรื่องเรียนของลูกทุกอย่าง ถ้าเป็นอย่างนี้ลูกรุ่งยากครับ เพราะแรงส่งธนูจะต่ำครับเพราะไม่วิ่งด้วยตัวเองเลย ภายภาคหน้าเวลามีปัญหาแต่พ่อแม่แก่ตายแล้วจะแก้ปัญหาเองไม่ได้

ผมมีประสบการณ์ในการสอนนักศึกษาแพทย์ประมาณ 10 ปีแล้วครับ พบว่านักศึกษาแพทย์ไม่น้อยเลยที่เรียนด้วยความขมขื่นและทุกข์ทรมาณ เนื่องจากพ่อแม่อยากให้เป็นหมอ แต่ตัวเองชอบวาดรูป อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นวิศวกร แต่ว่าคนเก่งเรียนอะไรก็เรียนได้ แต่เรียนแล้วมีความสุขหรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่ง

เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ลูกอยากเรียน ก็ต้องให้เขาเรียนในสิ่งที่เขาอยากเรียนนะครับ ถึงตรงนี้บางคนอาจถามว่าแล้วจะรู้อย่างไรว่าลูกอยากเรียนอะไร คำตอบคือให้เวลากับลูกเยอะๆ สิครับ ถ้าเราให้เวลากับเขามากๆ ลูกก็จะสนิทกับเรา มีเรื่องอะไรก็จะเล่าให้เราฟัง คิดอะไรชอบอะไรก็จะบอกเรา ความเข้าอกเข้าใจระหว่างพ่อแม่กับลูกก็จะมากขึ้นครับ

หวังว่าข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่บ้างนะครับ ผมลองใช้มาแล้วรู้สึกว่าได้ผลดีพอสมควร.. ไม่ใช่อุปทานครับ

โดย รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์
จาก : นิตยสาร Life & Family
เรียบเรียง : Momypedia
http://www.momypedia.com

Tuesday, May 28, 2013

7 เคล็ด (ลับ) เสริมแกร่งให้ลูกรัก




เคล็ดลับฝึกเด็กให้รับมือกับความผิดหวังได้อย่างง่ายๆ มีดังนี้  

1) “ครอบครัวเข้มแข็ง" คือ ที่พักพิงใจที่สำคัญ ครอบครัวเป็นสถาบันหลักที่อบรมเลี้ยงดูเด็กให้เจริญ เติบโตทั้งด้านร่างกาย สติปัญญาและเป็นที่พึ่งทางจิตใจที่สำคัญที่สุด เมื่อเด็กเจอความผิดหวัง หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ คือ ต้องไม่แสดงความอ่อนแอให้ลูกเห็น เช่น ร้องไห้พร้อมกับลูก เพราะยิ่งจะทำให้เด็กเสียขวัญและรู้สึกเสียใจที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมาเสียน้ำตา  

2) “ภาษากาย” ความรักและความอบอุ่นที่เด็กสัมผัสได้ เมื่อเด็กเกิดความรู้สึกผิดหวัง ทำให้ไม่พร้อมที่จะรับฟังคำพูดปลอบประโลมหรือคำอธิบายต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงหรือพูดให้น้อยที่สุด แล้วหันมาใช้ภาษากายเพื่อแสดงการปลอบโยนและเข้าใจถึงความรู้สึกที่เด็กมี อาทิ การกอด เอามือตบไหล่ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่าให้เกิดอะไรขึ้นก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ก็ยังรักและเป็นกำลังใจให้เขาเสมอ
  
3) “ไม่ซ้ำ – ไม่ย้ำ – ไม่ตำหนิ” นอก จากคำตำหนิแล้ว คำต้องห้ามที่ไม่ควรพูดให้เด็กได้ยิน เช่น น่าเสียดาย เพราะจะยิ่งไปซ้ำเติมภาวะจิตใจที่แย่อยู่แล้วให้หนักเข้าไปอีก 

4) “เป็นผู้รับฟังที่ดี” พยายามกระตุ้นให้เด็กได้เล่าหรืออธิบายถึงสิ่งที่ยังติดค้างในใจ เพื่อเป็นการระบายความรู้สึกที่ไม่สบายใจออกมา นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจถามในประเด็นที่สำคัญและรับฟังคำตอบอย่างตั้งใจ เพราะเพียงแค่ได้เล่าออกมาให้ใครสักคนฟัง เด็กก็จะรู้สึกสบายใจขึ้น 

5) “เบี่ยงเบนความสนใจจากอดีต ด้วยกิจกรรมใหม่ๆ ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน”บาง ครั้งเด็กกังวลและยังจดจ่ออยู่กับความผิดหวังในอดีตที่ผ่านไปแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยและแนะนำโดยให้มองไปยังเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นใน อนาคตแทน

6) “ความพ่ายแพ้และความผิดหวัง” คือ เครื่องเตือนใจให้เราอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง”คุณ พ่อคุณแม่ควรใช้เวลาอยู่กับเด็ก โดยเน้นพูดคุยถึงเรื่องดีๆ ในวันข้างหน้า เช่น อนาคตอยากทำอะไร รู้สึกอย่างไรถ้าวันหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิต ได้ทำในสิ่งที่อยากทำมานาน หรือให้เล่าประสบการณ์ดีๆ ที่ประทับใจเพื่อลดความรู้สึกในด้านลบของเด็ก 

7) “ค้นหาเด็กเก่งคนใหม่... ที่ซ่อนอยู่ในลูกคนเดิม” คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลดความกังวลให้กับเด็กได้ ด้วยการดึงความสามารถด้านอื่นๆ ที่เด็กมีอยู่ออกมาอีก ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาความสามารถนั้นมาทดแทนได้   

การเลี้ยงลูกในยุคที่มีการแข่งขันสูง คุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่จึงต้องสร้าง “ต้นทุนชีวิตและภูมิคุ้มกันทางจิตใจ” ให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเททั้งความรักและความปรารถนาดี เปิดใจรับฟังและทำความเข้าใจในสิ่งที่ลูกพูด เพื่อหล่อหลอมให้ลูกๆ ได้เจริญเติบโตและเริ่มต้นตั้งหลักชีวิตได้อย่างแข็งแกร่งต่อไปในอนาคต..!!

คัดบทความบางส่วนจาก
พญ.โสรยา ชัชวาลานนท์
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
รพ.เด็ก สมิติเวชศรีนครินทร์
เดลินิวส์