Sunday, August 16, 2015

ขนมหวานยั่วใจ กินแบบไหนถึงจะไม่อ้วน




คนอ้วนส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อย มักจะชอบของหวาน โดยเฉพาะขนมหวานต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าขนมหวานพวกนี้เป็นศัตรูตัวร้ายของความอ้วน แต่แทบทุกคนก็อดไม่ได้ ในยามที่เห็นขนมหวานหลากหลายชนิด มาล่อตาล่อใจอยู่ตรงหน้า

เมนูอาหารของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักทุกเมนู แน่นอนว่าจะไม่เคยมีพวกขนมหวานเข้ามาให้เราได้เห็น ถ้าเป็นแบบนี้กว่าจะลดน้ำหนักได้สำเร็จแล้วค่อยกลับมากินขนมหวาน เวลานั้นคงจะกินกันแบบไม่บันยะบันยัง เนื่องจากโหยหามานาน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงจะกลับไปอ้วนอย่างเดิม หรือบางคนอาจจะทนไม่ไหว ตบะแตกก่อนที่จะลดน้ำหนักได้สำเร็จเสียอีก ผลก็คือกลับมาอ้วนอีกตามเคย

ฉะนั้น เราน่าจะหาทางผ่อนปรน เพื่อให้ตัวเองลดความอยากขนมหวาน ลงไปบ้าง ด้วยการกำหนดช่วงเวลา เช่น อาจจะเป็นสัปดาห์ละครั้งที่จะกินขนมหวาน และจะกินขนมหวานชนิดไหน หรือทำตามวิธีการดังนี้

1. เริ่มโดยอาหารมื้อหลัก ควรกินขนมหวานหลังอาหารกลางวัน เพราะหลังจากนั้นเราก็ยังมีกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำอีกมาก ซึ่งจะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ออกไป สำหรับบางคน อาจจะอยากกินช่วงมื้อเช้า ก็แล้วแต่ความพอใจ แต่มื้อเย็นห้ามโดยเด็ดขาด

2. เมื่อวางแผนที่จะกินขนมหวานในมื้อเที่ยงแล้ว ก็ควรจะ
กำหนดรายละเอียดตั้งแต่ จานหลักเลย โดยการกินจานหลักให้น้อยลงประมาณครึ่งหนึ่งจากที่เคยกิน เช่น เดิมเคยกินข้าว 2 ทัพพี กับข้าว 2 อย่าง ก็ให้ลดเหลือ ข้าว 1 ทัพพี  กับข้าว 2 อย่าง แต่ปริมาณน้อยลง และไม่จำเป็นต้องตัดกับข้าวเหลือเพียงอย่างเดียว เพื่อที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ในกรณีที่กินสเต๊ก ก็ให้ลดปริมาณลงซัก 30% เนื่องจากเป็นอาหารจำพวกโปรตีน จึงไม่ต้องเข้มงวดขนาดลดปริมาณเหลือครึ่งหนึ่ง

3. หลังกินอาหารจานหลักเสร็จ ควรดื่มน้ำตามสัก 1 แก้วเพื่อให้รู้สึกอิ่มขึ้นบ้าง กระเพาะจะได้เหลือที่ว่างสำหรับขนมหวานไม่มากนัก

4. การ กินขนมหวานไทย ๆ ประเภท ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง หรือเผือกแกงบวช ที่มีทั้งน้ำตาลและกะทิ ล้วนเป็นของที่กินแล้วอ้วนง่าย เวลากินควรใช้ช้อนชาตัก ไม่ใช่ช้อนโต๊ะ เพื่อให้เรากินคำเล็กลงและช้าลง กฏเหล็กคือให้กินขนมพวกนี้ได้แค่ 10 คำเท่านั้น อย่าไปเสียดาย

5. เมื่อกินครบ 10 คำแล้วให้ดื่มน้ำตามทันที 1 แก้วเหมือนเดิม จากนั้นเก็บชามขนมออกไปทันที หากรู้สึกไม่อิ่มให้กินพวกผลไม้ชนิดน้ำตาลน้อย เช่น ส้ม มะละกอ แตงโม แก้วมังกร หรือมังคุด


โดย Kaztoon P Jitphakdi
เครดิตภาพ  http://www.the-than.com/food/food-b38.html

No comments:

Post a Comment